วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554
รู้สึกดีๆ กับตัวเอง
ถ้าอยากให้ใครต่อใครรู้สึกดีๆ กับเรา เราก็ต้องเริ่มต้นรู้สึกดีๆ กับตัวเองก่อน ถึงแม้รูปร่างหน้าตาไม่ดี หน้าที่การงานก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ฐานะการเงินก็ไม่ร่ำรวย แต่ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญคือสิ่งที่เรามีอยู่ในชีวิตขณะนี้ นั่นคือ"สิ่งดีๆ" ที่เราควรภูมิใจ
จงภูมิใจในความสำเร็จของชีวิต
แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน ขอให้เราภูมิใจในความสำเร็จนั้นของเรา เช่น ตั้งใจจะตื่นตี 5 แล้วเราก็ตื่นได้ทันเวลา นี่คือความสำเร็จของเราแล้ว รวบรวมความสำเร็จเหล่านี้เพื่อทำให้รู้สึกดีๆ กับตัวเองทุกๆ วัน
ทำตัวเองให้คนอื่นรัก และรู้จักรักคนอื่น
จงเป็นมิตรกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเดินไปไหนมาไหน พบเจอกับใคร ก็ขอให้มีแต่คนยิ้มแย้มให้ นั่นย่อมทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเอง และถ้าไปเจอใครที่ไม่ชอบหน้าคุณ ก็จงทำดีกับเขาเช่นกัน เพราะจะทำให้รู้สึกดีกับตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก
โลกนี้ไม่มีอะไรดีสมบูรณ์แบบ
ดังนั้นวันนี้สิ่งที่คุณเป็นอยู่ ทำอยู่ แม้จะไม่ได้ดีที่สุด แต่ก็ถือว่าดีมากแล้ว จงภูมิใจในตัวเองที่ทำได้แล้ว และจะพยายามทำต่อไปเพื่อให้มันดีสมบูรณ์แบบที่สุดในวันหนึ่งข้างหน้า คุณจะไม่ยอมนั่งรอความสำเร็จที่ดีสมบูรณ์แบบ แต่คุณตั้งใจจะเดินไปใกล้มันมากยิ่งขึ้น และรู้สึกดีขึ้นทุกๆ วันที่เข้าไปใกล้ความสำเร็จ
สิ่งที่เราเลือกคือสิ่งที่เหมาะกับตัวเรา
ของที่คุณเลือก สิ่งที่คุณชอบ ไม่ว่าคนอื่นจะไม่ชอบหรือบอกว่าไม่ดี คุณก็จงรู้สึกดีที่ได้เลือกได้ใช้ของสิ่งนั้น เพราะคุณรู้สึกดีว่าคุณได้เลือกแล้ว และรู้ดีว่าสิ่งนี้เหมาะกับคุณมากที่สุด ภูมิใจกับสิ่งที่เรามีอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือใช้ความคิดของใครเป็นตัวกำหนดว่าดีหรือไม่
รู้สึกดีที่ได้ใช้ชีวิต
การได้อยู่บนโลกใบนี้ ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตคุณ ทุกขณะที่คุณยังสูดลมหายใจเข้าปอดได้ นั่นแสดงว่าคุณยังมีชีวิต มีสิทธิคิด มีสิทธิฝัน จงรู้สึกดีกับตัวเองที่มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ขณะที่มีอีกหลายชีวิตที่ไม่มีโอกาสอยู่จนถึงวันนี้เหมือนคุณ
มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแล้วมากมายในชีวิต อย่ารอจนถึงพรุ่งนี้ที่จะมีความสุข ใช้เวลาในขณะนี้รู้สึกดีๆ กับตัวเองได้เลย
วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554
ลาออกจากงาน แล้วมาทำงานที่บ้านดีกว่า
บ้านที่เราอยู่ไม่ได้มีไว้นั่ง ๆ นอน ๆ ได้อย่างเดียว แต่เราสามารถเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นที่ทำงานได้เช่นกัน วันใดคุณเบื่องานประจำอยากจะมีชีวิตอิสระและทำงานที่ตัวเองรัก คุณสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ทำงานที่บ้านตัวเองได้ง่ายๆ คำถามคือมีอาชีพอะไรบ้างที่เราสามารถทำได้ที่บ้าน
1. อาชีพนักเขียน เพื่อนพ้องของผู้เขียนล้วนทำมาหากินด้วยอาชีพนี้กันทั้งสิ้น ทุกคนล่วนนั่งเขียน นอนเขียน กันอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของบ้านตามถนัด พวกนักเขียนมืออาชีพมักมีโต๊ะทำงานและมุมเขียนหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง หากคุณฝันอยากเป็นนักเขียน ก็จงเขียน เริ่มต้นเขียนที่บ้านของคุณเองนี่แหละดีที่สุด
2. ร้านอาหาร คุณอาจมีฝีมือทำอาหารได้อร่อย ใครกินก็ติดใจ จะรอช้าทำไม ถ้าบ้านของคุณมีทำเลพอใช้ได้ คนเดินผ่านไปผ่านมาทั้งวัน ก็อาจจะลองทำกับข้าวขายหน้าบ้าน หรือไม่อยากเสี่ยงที่จะต้องลงทุนมาก ก็เปิดเป็นร้านอาหารตามสั่งก็ได้ แต่หากทำเลบ้านไม่ดีนัก ก็อาจจะใช้วิธีพิมพ์ใบปลิวรายการอาหารแล้วไปแจกตามบ้านอื่นๆ ให้เขาโทรมาสั่ง และคุณไปส่งก็ได้
3. เบเกอรี่โฮมเมด ขนมปัง ขนมเค้ก ขนมหวาน ทำได้ที่บ้าน แต่จะทำกินเองอยู่ทำไม หากฝีมือของคุณเข้าขั้น ลองขยับขยายทำขายดีกว่า จะใช้วิธีไปฝากขายตามร้าน ฝากเพื่อนไปขายตามสำนักงานต่างๆ โดยแบ่งเปอร์เซนต์ให้เขาไป หรือจะติดป้ายหน้าบ้าน ตามเสาไฟฟ้าในหมู่บ้านว่า รับทำขนมเค้กตามสั่ง เริ่มต้นลูกค้าอาจไม่คับคั่ง จนคุณท้อใจ แต่ขอให้พยายามนำพาขนมของคุณออกไปให้ใครต่อใครได้ชิมอย่าได้หยุด และตั้งราคาไม่แพงเกินไป อีกไม่นานลูกค้าจะตามมาแน่นอน
4.นวดคลายเมื่อย หากคุณชอบนวดให้ย่าให้ยายในวัยเด็ก ถึงปัจจุบันก็ยังชอบนวดให้คนอื่นหรือให้คนอื่นนวด อาชีพรับนวดก็นับว่ามีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ ลองไปเรียนที่วัดโพธิ์ หรือ สำนักฝึกอาชีพกทม.ให้จบหลักสูตรก่อน แล้วมาเปลี่ยนชั้นล่างของบ้านให้กลายเป็นที่รับนวดก็ได้ ลงทุนซื้อฟูกยางพารามาปูกับพื้น ยานวดคลายเส้นกลิ่นหอมๆ ที่ลูกค้าดมแล้วสบายใจ ติดประกาศรับนวดชั่วโมงละ 150 - 200 บาท หรือขยายอาณาจักรไปนวดให้ถึงบ้านเพิ่มราคา เป็นชั่วโมงละ 250 บาท แต่ละวันนวดสัก 2-3 คน คุณก็น่าจะพออยู่ได้แล้ว
5. ขายของออนไลน์ หากคุณชื่นชอบการเล่นอินเตอร์เน็ตที่บ้าน การขายของออนไลน์น่าจะเหมาะกับคุณ ลองหาข้าวของสวยเก๋ต่างๆ มาลงขายในเว็บไซต์ หรือเปิดเว็บไซต์ตัวเองเพื่อขายของอย่างจริงจังก็ได้
6. รับสอนพิเศษ ถ้าหากคุณพอมีความรู้ด้านวิชาการที่เก่งกาจสักด้านหนึ่ง เช่น เลข ฟิสิกส์ ภาษาอังกฤษ หรือ ดนตรี ลองเปิดสอนเด็กๆในหมู่บ้าน หรือลงในอินเตอร์เน็ตให้คนมาเรียนที่บ้านคุณก็ได้
7.รับเลียงเด็ก-ดูแลคนชรา อาชีพนี้ต้องมีใจรักไม่ใช่ใครจะทำก็ได้ เพราะเด็กและคนชราต้องการการเอาใจใส่และดูแลอย่างดีที่สุด หากคุณมีประสบการณ์เคยเลี้ยงลูก หรือ ดูแล ย่า ยาย มาก่อน ก็น่าจะทำได้ไม่ยาก ลองติดป้ายประกาศหน้าบ้านไว้ เชื่อว่าน่าจะมีลูกค้าแน่นอน
8.สารพัดตู้หยอดเหรียญ หากพอมีเงินลงุทนอยู่บ้าง วิธีง่ายๆ ที่จะหารายได้ที่บ้านก็คือ หาตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ตู้ซักผ้า ตู้เติมเงินมือถือ ฯลฯ มาตั้งไว้หน้าบ้าน โดยติดต่อเลือกบริษัทที่ไว้ใจได้
9.รับซักรีด หากคนในหมู่บ้านคุณเป็นคนทำงาน และคุณเป็นคนประณีตบรรจงในการซักรีดผ้า อาชีพนีก็น่าจะทำรายได้ให้คุณได้ไม่ยาก แม้จะเป็นอาชีพที่หลายคนบอกว่า ใครๆ ก็ซักรีดเป็นทั้งนั้น แต่ความสำเร็จของอาชีพนี้อยู่ที่ว่า ใครจะซักรีดได้เนี้ยบกว่ากัน ใครจะบริการลูกค้าตรงเวลากว่ากัน หากรู้จักทำโปรโมชั่นให้ลูกค้าเหมารายเดือน แถมบ้าง ลดราคาบ้าง จะช่วยดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการ และจะติดใจมาใช้บริการเป็นลูกค้าประจำกันต่อไป
หวังว่า 9 อาชีพพอจะเป็นไอเดียให้คุณไปต่อเติมความฝันของตัวเองต่อไป หากคิดไม่ออกว่าชอบอะไรกันแน่ ให้ลองไปมองคนอื่นๆ ว่าเขาทำอาชีพอะไรกันบ้าง หรือไม่ก็ลองไปสมัครเรียนการฝึกอาชีพฟรีของกทม. ขอให้พยายามหาให้เจอสักอาชีพหนึ่งแล้วเริ่มต้นลงมือทำ
การเริ่มต้นลงมือทำอะไรก็ตาม แรกๆ อาจล้มลุกคลุกคลาน แต่หนทางเดียวที่เราจะเอาชนะมันให้ได้ ก็คือสู้ต่อไปอย่าได้หยุด และอย่ายอมแพ้..วันหนึ่งคุณก็จะประสบความสำเร็จแน่นอน
วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554
บทเรียนจากหอยนางรม
ความทุกข์มักจะมาเคาะประตูหัวใจในวันที่ชีวิตผิดหวังพ่ายแพ้ มันเปิดประตูพาตัวเองเข้ามา โดยไม่เคยถามไถ่ว่าเจ้าของหัวใจเต็มใจต้อนรับมันหรือไม่ และจะซ่อนตัวเงียบๆ อยู่อย่างนั้นวันแล้ววันเล่า จนกว่าเราจะหาวิธีขับไล่มันออกไปจากหัวใจ แต่ถ้าเรากำจัดมันออกไปไม่ได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความทุกข์อย่างเป็นสุขให้ได้เหมือนอย่างเรื่องราวของหอยนางรมที่จะเล่าให้ฟังดังนี้
นานมาแล้ว..มีหอยนางรมตัวหนึ่ง
มันรู้สึกเจ็บปวดทรมานที่มีเม็ดทรายเข้าไปเกาะติดอยู่ในเนื้อของมัน
แม้จะเป็นแค่ท่รายเม็ดเล็กๆ ก็ตามที แต่ก็ทำให้เนื้อตัวปวดแสบปวดร้อนเหลือเกิน
มันด่าทอโชคชะตาที่ทำให้ชีวิตทุกข์ทรมาน
มันเฝ้าคร่ำครวญกับท้องทะเลว่าทำไมไม่ปกป้องมัน
เสียงร้องของความเจ็บปวดดังอยู่อย่างนั้น วันแล้ว วันเล่า เดือนแล้ว เดือนเล่า
ในที่สุดหอยนางรมก็บอกกับตัวเองว่า คงไม่มีใครช่วยอะไรฉันได้
แม้ฉันจะเจ็บปวดสักเท่าไร ฉันก็หนีออกจากเปลือกหอยไปไม่ได้
ดังนั้นฉันจะต้องพยายามปรับตัวเองเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้
คืนแล้ว..คืนเล่า..
หอยนางรมเฝ้าอดทนต่อสู้กับความเจ็บปวดที่ไม่มีวันจบสิ้น
เวลาผ่านไปนานหลายปี..
ไม่มีใครได้ยินเสียงคร่ำครวญจากหอยนางรมอีกเลย..
เม็ดทรายเม็ดเล็กๆ ที่เคยทำให้หอยนางรมเจ็บปวดทรมาน
บัดนี้ได้กลับกลายเป็นไข่มุกที่สวยงาม ส่องสกาวสดใสในเนื้อของหอยนางรมตลอดกาล
ในชีวิต..เราอาจมีเม็ดทรายแห่งความเจ็บปวดฝังติดแน่นอยู่มากมาย อย่าปล่อยให้เม็ดทรายเหล่านั้นทำร้ายเราไปตลอดชีวิต จงเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และลองมองหาวิธีที่จะทำให้มันกลายเป็นไข่มุกของชีวิตให้ได้ในวันหนึ่ง..
(จากหนังสือ ไม่มีวันยอมแพ้..ขอแค่มีกำลังใจ)
วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554
ใช้ชีวิตให้เหมือนดินสอ..อย่าลืมเหลาดินสอกันบ้าง
คุณยังคงจำความรู้สึกที่ใช้ "ดินสอ" เขียนหนังสือสมัยยังเป็นเด็กได้ไหม จำได้ไหมว่าเพื่อนคนไหนใช้ดินสอทู่มะลู่ มักถูกคนครูดุว่าเป็นเด็กขี้เกียจ เพราะเด็กขยันควรลับดินสอให้แหลมทุกวัน เพื่อเวลาเขียนตัวหนังสือจะได้แหลมคมชัดเจน
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งหลงลืมการใช้ดินสอไปนานแล้ว ลองย้อนความรู้สึกเดิมๆ กันอีกสักครั้ง ลองหาดินสอสักแท่งสองแท่งมาไว้บนโต๊ะทำงาน เพื่อบางวันคุณอาจจะได้ใช้ดินสอเป็นข้อคิดในการใช้ชีวิต เหมือนอย่างเรื่องเล่าของดินสอเรื่องนี้
เรื่องมีอยู่ว่าก่อนที่ดินสอจะถูกบรรจุลงกล่อง ผู้ผลิตดินสอได้สอนดินสอทุกแท่งถึงการเป็นดินสอที่ดีว่า
1.ต้องกล้าเขียนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ขยันเขียนสิ่งต่างๆ ให้ได้มากมาย
2.ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดในยามที่ต้องถูกเหลาเพื่อให้ตัวเองแหลมคม และเป็นดินสอที่ดีกว่าเดิมครั้งแล้วครังเล่า
3.ต้องกล้าแก้ไขข้อผิดพลาดที่ตัวเองทำขึ้น
4.คุณค่าสำคัญที่สุดของดินสออยู่ภายในตัวเองมิใช่ภายนอก
คุณสมบัติที่ดีของดินสอนั้น ไม่ต่างจากคุณสมบัติที่ดีของมนุษย๋ เราทุกคนคงเปรียบได้คล้ายดินสอ จะขีดเขียนสิ่งที่ดีหรือไม่ดีให้ชีวิต ก็ขึ้นอยู่กับมือของเราเอง คุณอยากเป็นดินสอแบบไหน ดินสอลวดลายงดงาม สวยงามแต่ไส้ภายในบอบบางเปราะแตกง่าย หรือเป็นดินสอที่เป็นเปลือกไม้ธรรมดา แต่ไส้ในดำเข้ม เขียนทุกอย่างได้ชัดเจน
ทั้งหมดนี้คุณเลือกได้เองตามที่ใจต้องการ แต่อย่างน้อยที่สุด อย่ายอมให้ตัวเองเป็นดินสอทู่เป็นอันขาด เหลาชีวิตกันบ้าง ใครจะรู้ว่าดินสออย่างคุณก็อาจจะสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ได้เช่นกัน
(จากหนังสือ ไม่มีวันยอมแพ้ขอแค่มีกำลังใจ )
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งหลงลืมการใช้ดินสอไปนานแล้ว ลองย้อนความรู้สึกเดิมๆ กันอีกสักครั้ง ลองหาดินสอสักแท่งสองแท่งมาไว้บนโต๊ะทำงาน เพื่อบางวันคุณอาจจะได้ใช้ดินสอเป็นข้อคิดในการใช้ชีวิต เหมือนอย่างเรื่องเล่าของดินสอเรื่องนี้
เรื่องมีอยู่ว่าก่อนที่ดินสอจะถูกบรรจุลงกล่อง ผู้ผลิตดินสอได้สอนดินสอทุกแท่งถึงการเป็นดินสอที่ดีว่า
1.ต้องกล้าเขียนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ขยันเขียนสิ่งต่างๆ ให้ได้มากมาย
2.ต้องอดทนต่อความเจ็บปวดในยามที่ต้องถูกเหลาเพื่อให้ตัวเองแหลมคม และเป็นดินสอที่ดีกว่าเดิมครั้งแล้วครังเล่า
3.ต้องกล้าแก้ไขข้อผิดพลาดที่ตัวเองทำขึ้น
4.คุณค่าสำคัญที่สุดของดินสออยู่ภายในตัวเองมิใช่ภายนอก
คุณสมบัติที่ดีของดินสอนั้น ไม่ต่างจากคุณสมบัติที่ดีของมนุษย๋ เราทุกคนคงเปรียบได้คล้ายดินสอ จะขีดเขียนสิ่งที่ดีหรือไม่ดีให้ชีวิต ก็ขึ้นอยู่กับมือของเราเอง คุณอยากเป็นดินสอแบบไหน ดินสอลวดลายงดงาม สวยงามแต่ไส้ภายในบอบบางเปราะแตกง่าย หรือเป็นดินสอที่เป็นเปลือกไม้ธรรมดา แต่ไส้ในดำเข้ม เขียนทุกอย่างได้ชัดเจน
ทั้งหมดนี้คุณเลือกได้เองตามที่ใจต้องการ แต่อย่างน้อยที่สุด อย่ายอมให้ตัวเองเป็นดินสอทู่เป็นอันขาด เหลาชีวิตกันบ้าง ใครจะรู้ว่าดินสออย่างคุณก็อาจจะสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ได้เช่นกัน
(จากหนังสือ ไม่มีวันยอมแพ้ขอแค่มีกำลังใจ )
วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554
ใครจะเชื่อว่าประเทศไทยจะเกิดภัยแผ่นดินไหวได้
หลายสิบปีก่อนเราเชื่อเสมอว่าประเทศไทยไม่มีผลกระทบเรื่องแผ่นดินไหว ถึงจะมีไหวบ้างก็เล็กน้อยจนไม่น่ากังวล แต่แล้วความเชื่อทั้งหมดก็ถูกลบล้างจนหมดสิ้น เมื่อเราเริ่มได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ความรู้เรื่องรอยเลื่อนของเปลือกโลกชี้ชัดว่าพื้นที่หลายจังหวัดของประเทศไทยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว วันนี้คนไทยนิ่งนอนใจไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติใกล้ตัว นอกเหนือจากภัยแล้ง อุทกภัย ที่คนไทยคุ้นเคยมาตลอดชีวิต
แผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้อย่างไร
สมัยเด็กๆ คุณปู่คุณย่าบอกว่าแผ่นดินไหวเกิดจาก ปลาอานนท์พลิกตัว ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าเทพเจ้าโพไซดอน (ไม่ใช่ที่อยู่สุขุมวิท)เป็นผู้ที่ก่อให้เกิดแผ่นดินไหว เทพเจ้าโพไซดอนมีรูปร่างขนาดใหญ่ เมื่อพิโรธก็จะกระทืบเท้า ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ชาวฮินดูในประเทศอินเดียเชื่อว่าโลกของเราตั้งอยู่บนถาดทองคำซึ่งวางอยู่บนหลังช้างหลายเชือกติดกัน เมื่อใดที่ช้างเคลื่อนไหว โลกก็จะสั่นสะเทือนทำให้เกิดแผ่นดินไหว ส่วนคนญี่ปุ่นเชื่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า มีปลาดุกยักษ์อยู่ใต้พื้นดิน และเมื่อใดที่ปลาดุกยักษ์พลิกตัวหรือขยับเขยื้อนแต่ละครั้ง ก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหว
ความเชื่อเหล่านี้ได้ถูกลบเลือนไป เมื่อความจริงปรากฎว่าแผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์การสั่นสะเทือนหรือเขย่าของพื้นผิวโลก เพื่อปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล ส่วนใหญ่แผ่นดินไหวมักเกิดตรงบริเวณขอบของแผ่นเปลือกโลกเป็นแนวแผ่นดินไหวของโลก การเคลื่อนตัวดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากชั้นหินหลอมละลายที่อยู่ภายใต้เปลือกโลก ได้รับพลังงานความร้อนจากแกนโลก และลอยตัวผลักดันสู่เปลือกโลกตอนบน ทำให้เปลือกโลกแต่ละชิ้นมีการเคลื่อนที่ในทิศทางต่าง ๆ
พบ! 13 รอยเลื่อน 22 จังหวัดเสี่ยงแผ่นดินไหว
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยรายงาน พบ 13 รอยเลื่อน ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว ได้แก่
1.เชียงใหม่ 12 อำเภอ
2. เชียงราย 11 อำเภอ
3. แพร่ 7 อำเภอ
4.แม่ฮ่องสอน 5 อำเภอ
5. กำแพงเพชร 3 อำเภอ
6. ตาก 7 อำเภอ
7. น่าน 6 อำเภอ
8. พะเยา 1 อำเภอ
9.พิษณุโลก 2 อำเภอ
10.ลำปาง 5 อำเภอ
11.ลำพูน 3 อำเภอ
12.อุตรดิตถ์ 4 อำเภอ
13.กระบี่ 1 อำเภอ
14.ชุมพร 4 อำเภอ
15.พังงา 5 อำเภอ
16.ระนอง 5 อำเภอ
17.สุราษฎร์ธานี 9 อำเภอ
18.กาญจนบุรี 7 อำเภอ
19.ประจวบคีรีขันธ์ 4 อำเภอ
20.สุพรรณบุรี 1 อำเภอ
21.นครพนม 3 อำเภอ
22.หนองคาย 2 อำเภอ
รวม 106 อำเภอ 308 ตำบล และ1,406 หมู่บ้าน
จะเห็นได้ว่าภัยธรรมชาติจากแผ่นดินไหวได้เข้ามาใกล้ตัวคนไทยทุกคนแล้ว โดยเฉพาะความกังวลที่ว่าหากเกิดสึนามิรุนแรง ก็มีโอกาสพัดพามาถึงกรุงเทพฯที่อยู่ห่างจากชายทะเลแค่ 4 กิโลเมตรกว่า ๆ ดังนั้นคนไทยทุกคนต้องหันมาสนใจเรื่องแผ่นดินไหวเช่นเดียวกับภัยธรรมชาติอื่นๆเช่นกัน
ระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว
มาตราริกเตอร์
ขนาดและความสัมพันธ์ของขนาดโดยประมาณกับความสั่นสะเทือนใกล้ศูนย์กลาง
ริกเตอร์ ความรุนแรง ลักษณะที่ปรากฏ
1 - 2.9 เล็กน้อย ผู้คนเริ่มรู้สึกถึงการมาของคลื่น มีอาการวิงเวียนเพียงเล็กน้อยในบางคน
3 - 3.9 เล็กน้อย ผู้คนที่อยู่ในอาคารรู้สึกเหมือนมีอะไรมาเขย่าอาคารให้สั่นสะเทือน
4 - 4.9 ปานกลาง ผู้ที่อาศัยอยู่ทั้งภายในอาคาร และนอกอาคาร รู้สึกถึงการ สั่นสะเทือน วัตถุห้อยแขวนแกว่งไกว
5 - 5.9 รุนแรง เครื่องเรือน และวัตถุมีการเคลื่อนที่
6 - 6.9 รุนแรงมาก อาคารเริ่มเสียหาย พังทลาย
7.0 ขึ้นไป รุนแรงมากมาก เกิดการสั่นสะเทือนอย่างมากมาย ส่งผลทำให้อาคารและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เสียหายอย่างรุนแรง แผ่นดินแยก วัตถุบนพื้นถูกเหวี่ยงกระเด็น
มนุษย์ที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่เอาชนะธรรมชาติได้ วันนี้โลกได้สั่งสอนให้เรารู้แล้วว่าแท้จริงแล้วเราไม่อาจเอาชนะธรรมชาติได้เลย หน้าที่ของเราคืออยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสงบสุข ปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่ใช่ปรับธรรมชาติให้สอดคล้องกับความต้องการกิเลสตัณหาของตัวเอง
โลกอยู่ไม่ได้ เราก็อยู่ไม่ได้ ที่สำคัญ มนุษย์อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีโลก แต่โลกอยู่ได้โดยไม่มีมนุษย์
(ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย / voice tv / คมชัดลึก )
แผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้อย่างไร
สมัยเด็กๆ คุณปู่คุณย่าบอกว่าแผ่นดินไหวเกิดจาก ปลาอานนท์พลิกตัว ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าเทพเจ้าโพไซดอน (ไม่ใช่ที่อยู่สุขุมวิท)เป็นผู้ที่ก่อให้เกิดแผ่นดินไหว เทพเจ้าโพไซดอนมีรูปร่างขนาดใหญ่ เมื่อพิโรธก็จะกระทืบเท้า ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ชาวฮินดูในประเทศอินเดียเชื่อว่าโลกของเราตั้งอยู่บนถาดทองคำซึ่งวางอยู่บนหลังช้างหลายเชือกติดกัน เมื่อใดที่ช้างเคลื่อนไหว โลกก็จะสั่นสะเทือนทำให้เกิดแผ่นดินไหว ส่วนคนญี่ปุ่นเชื่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า มีปลาดุกยักษ์อยู่ใต้พื้นดิน และเมื่อใดที่ปลาดุกยักษ์พลิกตัวหรือขยับเขยื้อนแต่ละครั้ง ก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหว
ความเชื่อเหล่านี้ได้ถูกลบเลือนไป เมื่อความจริงปรากฎว่าแผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์การสั่นสะเทือนหรือเขย่าของพื้นผิวโลก เพื่อปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล ส่วนใหญ่แผ่นดินไหวมักเกิดตรงบริเวณขอบของแผ่นเปลือกโลกเป็นแนวแผ่นดินไหวของโลก การเคลื่อนตัวดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากชั้นหินหลอมละลายที่อยู่ภายใต้เปลือกโลก ได้รับพลังงานความร้อนจากแกนโลก และลอยตัวผลักดันสู่เปลือกโลกตอนบน ทำให้เปลือกโลกแต่ละชิ้นมีการเคลื่อนที่ในทิศทางต่าง ๆ
พบ! 13 รอยเลื่อน 22 จังหวัดเสี่ยงแผ่นดินไหว
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยรายงาน พบ 13 รอยเลื่อน ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว ได้แก่
1.เชียงใหม่ 12 อำเภอ
2. เชียงราย 11 อำเภอ
3. แพร่ 7 อำเภอ
4.แม่ฮ่องสอน 5 อำเภอ
5. กำแพงเพชร 3 อำเภอ
6. ตาก 7 อำเภอ
7. น่าน 6 อำเภอ
8. พะเยา 1 อำเภอ
9.พิษณุโลก 2 อำเภอ
10.ลำปาง 5 อำเภอ
11.ลำพูน 3 อำเภอ
12.อุตรดิตถ์ 4 อำเภอ
13.กระบี่ 1 อำเภอ
14.ชุมพร 4 อำเภอ
15.พังงา 5 อำเภอ
16.ระนอง 5 อำเภอ
17.สุราษฎร์ธานี 9 อำเภอ
18.กาญจนบุรี 7 อำเภอ
19.ประจวบคีรีขันธ์ 4 อำเภอ
20.สุพรรณบุรี 1 อำเภอ
21.นครพนม 3 อำเภอ
22.หนองคาย 2 อำเภอ
รวม 106 อำเภอ 308 ตำบล และ1,406 หมู่บ้าน
จะเห็นได้ว่าภัยธรรมชาติจากแผ่นดินไหวได้เข้ามาใกล้ตัวคนไทยทุกคนแล้ว โดยเฉพาะความกังวลที่ว่าหากเกิดสึนามิรุนแรง ก็มีโอกาสพัดพามาถึงกรุงเทพฯที่อยู่ห่างจากชายทะเลแค่ 4 กิโลเมตรกว่า ๆ ดังนั้นคนไทยทุกคนต้องหันมาสนใจเรื่องแผ่นดินไหวเช่นเดียวกับภัยธรรมชาติอื่นๆเช่นกัน
ระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว
มาตราริกเตอร์
ขนาดและความสัมพันธ์ของขนาดโดยประมาณกับความสั่นสะเทือนใกล้ศูนย์กลาง
ริกเตอร์ ความรุนแรง ลักษณะที่ปรากฏ
1 - 2.9 เล็กน้อย ผู้คนเริ่มรู้สึกถึงการมาของคลื่น มีอาการวิงเวียนเพียงเล็กน้อยในบางคน
3 - 3.9 เล็กน้อย ผู้คนที่อยู่ในอาคารรู้สึกเหมือนมีอะไรมาเขย่าอาคารให้สั่นสะเทือน
4 - 4.9 ปานกลาง ผู้ที่อาศัยอยู่ทั้งภายในอาคาร และนอกอาคาร รู้สึกถึงการ สั่นสะเทือน วัตถุห้อยแขวนแกว่งไกว
5 - 5.9 รุนแรง เครื่องเรือน และวัตถุมีการเคลื่อนที่
6 - 6.9 รุนแรงมาก อาคารเริ่มเสียหาย พังทลาย
7.0 ขึ้นไป รุนแรงมากมาก เกิดการสั่นสะเทือนอย่างมากมาย ส่งผลทำให้อาคารและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เสียหายอย่างรุนแรง แผ่นดินแยก วัตถุบนพื้นถูกเหวี่ยงกระเด็น
มนุษย์ที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่เอาชนะธรรมชาติได้ วันนี้โลกได้สั่งสอนให้เรารู้แล้วว่าแท้จริงแล้วเราไม่อาจเอาชนะธรรมชาติได้เลย หน้าที่ของเราคืออยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสงบสุข ปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่ใช่ปรับธรรมชาติให้สอดคล้องกับความต้องการกิเลสตัณหาของตัวเอง
โลกอยู่ไม่ได้ เราก็อยู่ไม่ได้ ที่สำคัญ มนุษย์อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีโลก แต่โลกอยู่ได้โดยไม่มีมนุษย์
(ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย / voice tv / คมชัดลึก )
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




