วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บทเรียนจากปลาหางนกยูง

ที่บ้านฉันมีสัตว์นานาชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันมากมาย ทุกตัวล้วนเดินทางมาอยู่ด้วยตัวเอง ไม่มีใครเคยถามความสมัครใจของฉันเลยว่าต้องการเลี้ยงพวกมันหรือไม่

สัตว์เลี้ยงประจำบ้านคือ แมว ผู้ครอบครองพื้นที่ทุกตารางนิ้วของบ้านไว้หมดแล้ว เพียงแต่ว่าแมวยังไม่มีโฉนดเป็นของตัวเองเท่านั้นเอง แมวทุกตัวล้วนเดินเท้ามาทางภาคพื้นดินและทางหลังคา เมื่อมาถึงประตูบ้านแล้วแมวก็ล้มตัวลงนอนขวางทางเข้าออก แล้วเดินไปมาแถวนั้นไม่ยอมย้ายหนีไปที่ไหนอีกต่อไป นั่นหมายความว่าพวกแมวได้ตกลงปลงใจแล้วว่าจะอยู่ที่นี่ ให้ฉันเป็นผู้หาอาหารมาเลี้ยงดูนับแต่วันนั้นเป็นต้นไป...ทุกสิ้นเดือนฉันต้องเตรียมเงินไว้ซื้ออาหารเม็ดและทรายแมว..เพื่อพวกมัน

ฉันยังมีหมาจรจัดที่แอบเข้ามานอนในบ้านอยู่หลายตัวโดยเฉพาะเวลาฝนตกหนัก พวกหมามักไม่มีที่หลบฝน แต่ละตัวจะมายืนออหน้าบ้าน ทำตัวเหมือนเล่นมิวสิควิดิโอ คือปล่อยให้หู หาง เนื้อตัวเปียกฝนชุ่มโชกโดยไม่ยอมขยับหนีไปไหน ทำหน้าตาเศร้าสร้อยราวนางเอกอกหักรักคุด รอจนกว่าฉันจะใจอ่อนเปิดประตูให้พวกมันเข้ามาหลบในบ้าน พวกมันจะดีใจมาก กรูเข้ามาอย่างรวดเร็ว และแยกย้ายหลบตามซอกมุมลานหน้าบ้านเท่าที่พอจะซุกหลบได้ พอฝนซาทุกตัวก็จะรู้หน้าที่ รีบลุกขึ้นอออกจากบ้านไปแต่โดยดี แต่สุดท้ายก็มีอยู่ตัวหนึ่งที่ไม่ยอมออกจากบ้าน ไม่ว่าฉันจะใช้สันติวิธีพูดดีๆ จนกระทั่งเอาน้ำสาด ไม้กวาดไล่ แต่มันก็ไม่ยอมออกจากบ้านไปเสียที น้องหมาดำกลับล้มตัวลงนอนยอมตายเสียดีกว่าที่จะออกจากบ้านนี้ไป ในที่สุดฉันก็ได้หมาขี้เรื้อนสีดำหนึ่งตัวมาอยู่ในบ้าน และแน่นอนทุกสิ้นเดือนนอกจากอาหารแมว ทรายแมว ฉันต้องซื้อโครงไก่ ตับ และอาหารหมาเสริมเข้าไปอีกด้วย

เวรกรรมไม่หมดสิ้น หลายปีก่อน มีนกแก้วบินหลงทางมาจากไหนไม่ทราบได้ มันบินมาเกาะใกล้ๆ ขณะฉันที่กำลังตากผ้าริมระเบียง สร้างความตื่นตะลึงให้ฉันเป็นอย่างมาก ฉันร้องทักเล่นๆ ว่า "แก้ว แก้วจ๋า" ดั่งนรกชังสวรรค์แกล้ง นกแก้วเอียงคอมองฉันอย่างสนใจ และเดินเตาะแตะตรงมาหาฉันทันที แล้วบ้านเราก็มีนกแก้วเป็นของตัวเอง ทุกเช้านกแก้วตัวแสบจะต้องแหกปากร้องดัง แกรก แกรก ดังลั่นราวนาฬิกาปลุกไปถึงปากซอย สร้างความรำคาญให้เพื่อนบ้านยิ่งนัก ในที่สุดเราก็ตัดสินใจนำไอ้แก้วปล่อยออกจากกรง ฉันบอกมันด้วยเสียงอ่อนโยนว่า "บินไปเลยแก้ว ไปให้ไกลที่สุดนะ" นกแก้วบินไปไม่ถึงสี่เมตร แล้วยูเทิร์นกลับ เกาะที่พื้นแล้วเดินเข้าไปอยู่ในกรงด้วยตัวเอง เป็นเรื่องที่ฉันไม่เข้าใจจนถึงวันนี้ว่าทำไมนกแก้วถึงไม่หนีไป ทำไมต้องมาอยู่กับฉัน...แน่เสียยิ่งกว่าแน่..นับจากนั้น ฉันต้องซื้อ อาหารแมว ทรายแมว อาหารหมา โครงไก่ ตับ และเมล็ดทานตะวันสำหรับนกแก้วด้วย

หลังบ้านฉันยังมีครอบครัวนกเขาที่จะมาขอข้าวกินเช้าเย็น แรก ๆ ฉันนึกเอาเองว่านกเขาเป็นสัตว์ที่ไม่ฉลาด แต่ผิดคาด เพราะนกเขานั้นจำหน้าฉันได้แม่นยำราวกับญาตินก เมื่อฉันออกไปชมวิวครั้งใด แก๊งนกเขาสามช่า จะบินจากอีกฝั่งคลองมาเกาะริมรั้ว แล้วเดินไปที่จานว่างเปล่าที่ฉันชอบเอาข้าวสุกที่เหลือไปวางให้นกกิน นกเขาผงกหัวไปมามองฉันราวกับว่า "ไปเอาข้าวมาให้กินหน่อยสิจ๊ะ นี่หน้าที่เธอไม่ใช่หรือ" ฉันไปตักข้าวสุกมาวางไว้บนจาน ครอบครัวนกเขาก้มลงจิกข้าวกินอย่างมีความสุข และจะบินกลับมาเพื่อมองหาฉันและขอข้าวกินอีกครั้งตอนเย็น

หน้าที่รับใช้สรรพสัตว์ของฉัน ยังไม่จบสิ้นลง เมื่อวันหนึ่งมีผู้หวังดีนำปลาหางนกยูงมาใส่ในอ่างหน้าบ้านไว้สองตัวเพื่อช่วยกินยุง หลังจากนั้นไม่นาน ในอ่างน้ำก็มีปลาหางนกยูงนับร้อยตัว ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรวจดีเอ็นเอก็มั่นใจได้ว่าพวกมันทั้งอ่างเป็นญาติกันหมด ในอ่างไม่มีลูกยุงหลงเหลือให้มันกินอีกต่อไป นับแต่นั้นฉันจะต้องไปซื้ออาหารปลามาฝากมันด้วย

ดังนั้นทุกสิ้นเดือน ฉันต้องซื้ออาหารแมว ทรายแมว อาหารหมา โครงไก่ ตับ เมล็ดทานตะวัน และอาหารปลา เป็นภารกิจที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว

การเลี้ยงสารพัดสัตว์ของฉันกลายเป็นหน้าที่ของความเคยชิน ทุกเช้าฝูงแมวจะตื่นกันตั้งแต่หกโมงเช้า และช่วยกันร้องเรียกฉันราวนาฬิกาปลุกที่ไม่เคยถ่านหมด เมื่อฉันไม่ตื่น จะมีแมวตัวที่กล้าหาญมาถึงที่นอน และใช้มือตบหน้าเบา ๆ หากฉันพยายามคว่ำหน้า แมวก็จะสอดมือล้วงเข้าไปตบหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง ทางที่ดีก็คือรีบตื่นขึ้นมาให้อาหารแมวโดยด่วน การร้องขออาหารของแมวได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว เพื่อตัดความรำคาญ

เมื่อฉันลงมาชั้นล่างของบ้าน เสียงแกรก ๆ ของนกแก้วนั้นแหลมคมทะลวงโสตประสาทได้ดียิ่งนัก ทำให้ฉันต้องรีบวิ่งไปตักเมล็ดทานตะวันใส่ในกรงนกแก้วอย่างรวดเร็ว นกแก้วได้อาหารเป็นอันดับที่สอง

น้องหมาดำที่นอนใกล้ ๆ มองฉันด้วยสายตาเศร้าสร้อย มันไม่เคยร้องขออาหารใด ๆ เหมือนแมวและนก มันจึงได้กินอาหารช้ากว่าใครๆ และบางทีฉันก็ลืมให้อาหารมันจนไปถึงตอนเที่ยง หมาน้อยไม่เคยบ่น แต่ระยะหลังน้องหมาดำใช้วิธีเดินไปมาและพยายามพันแข้งพันขา ให้ฉันสำนึกได้ด้วยตัวเองว่าควรนำอาหารมาให้มันได้แล้ว น้องหมาดำได้อาหารเป็นอันดับที่สาม



สัตว์ที่น่าสงสารที่สุดคือปลาหางนกยูง ฉันมักจะลืมให้อาหารปลาหางนกยูงเกือบทุกวัน บางทีลืมเป็นอาทิตย์ เนื่องจากปลาหางนกยูงไม่เคยร้องขอหรือส่งเสียงใด ๆ ยามฉันเดินผ่านอ่างปลาหางนกยูง พวกมันทำได้แค่ว่ายมามุงกันที่ริมอ่าง ซึ่งถ้าฉันไม่สังเกตก็จะไม่มีวันเห็น ทุกวันปลาหางนกยูงไม่เคยได้อาหาร พวกมันว่ายวนไปมาด้วความหิวโหย

ฉันค้นพบว่าบางครั้งเราต้องเสียโอกาสในชีวิตมากมาย จากการเก็บงำความต้องการของตัวเอง ดูได้จากแมวและนกแก้วที่เรียกร้องสิทธิของตัวเองอย่างเต็มที่ และได้รับการตอบสนองทันที น้องหมาดำเรียกร้องเล็กน้อยก็ได้เป็นอันดับสาม และปลาหางนกยูงจะได้รับเป็นอันดับท้ายเสมอหรือไม่ได้รับอะไรเลย เพราะไม่ได้แสดงออกและเรียกร้องสิ่งที่ต้องการ

เราคงไม่อยากเป็นปลาหางนกยูง ที่ได้แต่ว่ายวนไปมา โดยไม่มีจุดหมาย ไม่เคยแสดงเจตจำนงว่าต้องการสิ่งใด สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ว่าเราต้องการสิ่งใด กว่าจะได้สิ่งที่ต้องการก็มักจะได้เป็นคนสุดท้ายเสมอ หรืออาจไม่เคยได้สิ่งที่หวังเลยก็ได้

อยากได้ อยากมี อยากเป็น สิ่งใด ฉันจะไม่เก็บไว้ในใจอีกแล้ว.. เราควรเรียกร้องสิ่งที่เราควรได้และลงมือทำทันที

ฉันจะร้องเสียงดังให้เหมือนแมว..แผดเสียงทำลายประสาทให้เหมือนนกแก้ว..เดินไปมาพันแข้งขาไม่หยุดให้เหมือนน้องหมา..แต่ฉันจะไม่มีวันว่ายวนไปมาโดยไม่รู้ชะตากรรมเหมือนปลาหางนกยูง


Paokuntima

9 สิงหาคม 2554

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อย่าลืมสัญญา

คำพูดบางคำ เราอาจนึกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย พูดแล้วก็แล้วกัน ไม่เคยย้อนกลับไปนึกถึง หรือคิดจะรักษาคำพูดและสัญญาที่ให้ไว้ หากคุณเคยสัญญากับใครไว้ แล้วผิดคำสัญญา คุณอาจไม่จำ แต่อีกคนอาจจำไปตลอดชีวิต

ฉันนึกถึงวัยเยาว์ของตัวเองที่เคยแต่งตัวคอยเก้อ เมื่อมีผู้ใหญ่บอกว่า ถ้าวันนี้เป็นเด็กดี เย็นนี้จะพาไปเที่ยว ฉันอาบน้ำแต่เช้าซึ่งปกติจะไม่เคยทำ ทำตัวเป็นเด็กดีตลอดทั้งวัน ใส่ชุดสวยคอยท่าตั้งแต่เช้า สาย บ่าย เย็น จนฟ้ามืดมิด ผู้ใหญ่คนนั้นก็หลงลืมไม่ได้สนใจคำสัญญาที่ให้ไว้ เรื่องราวผ่านมานานหลายสิบปี ฉันยังจำเรื่องนี้ไม่ลืม และจำไว้ว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ฉันจะไม่ให้คำสัญญาอย่างนี้กับเด็กเป็นอันขาด


ผู้ใหญ่บางคนมักคิดว่าคำสัญญาที่ให้กับเด็กไม่มีความหมายอะไร เพียงวันสองวันเด็กก็คงลืมคำสัญญาไปเอง ภาพยนตร์เรื่อง treeless mountain สะท้อนความเจ็บปวดเรื่องคำสัญญาได้ดีที่สุด เมื่อแม่คนหนึ่งไม่สามารถแบกภาระเลี้ยงดูลูกเล็กๆสองคนได้อีกต่อไป เธอนำลูกไปฝากไว้กับพี่สาวที่มีศักดิ์เป็นป้าของเด็ก ซึ่งยากจนเช่นเดียวกัน ก่อนจากกันเธอส่งกระปุกหมูใบหนึ่งให้ลูกและบอกว่า " ลูกหยอดเหรียญใส่กระปุกนี้ไว้นะจ๊ะ ลูกหยอดเหรียญใส่กระปุกหมูจนเต็มเมื่อไร วันนั้นแม่จะกลับมาหาลูกทันที" แล้วแม่ก็ขึ้นรถบัสจากไป ทิ้งความหวังไว้ให้เด็กหญิงตัวน้อยสองคน หลังจากวันนั้นหนูน้อยทั้งสองได้พยายามทุกวิถีทางที่จะหาเหรียญมาหยอดกระปุกหมู สองพี่น้องรอคอยอย่างมีความหวัง จนวันหนึ่งเธอก็หยอดกระปุกหมูจนเต็ม และวิ่งไปที่ป้ายรถบัส หวังว่าแม่จะต้องมาหาเธอทันทีตามที่สัญญากันไว้..วันแล้ววันเล่าแม่ก็ไม่เคยกลับมา หลังจากรอคอยอย่างสิ้นหวัง จินผู้เป็นลูกสาวคนโตพูดขึ้นว่า "แม่เราเป็นคนโกหก"



ในช่วงฤดูกาลหาเสียง นับเป็นเทศกาลแห่งคำมั่นสัญญา เราจะได้ยินคำสัญญามากมายที่พรรคการเมืองบอกกับพวกเรา.นับสิบนับร้อยคำสัญญา.และจะมีสักกี่คำสัญญาที่เขาทำได้จริง..

ฉันแค่อยากบอกทุกคนว่า ..ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่ ..อย่าได้ให้คำมั่นสัญญาถ้าคุณไม่มี (ปัญญา) ทำได้จริง

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

รู้สึกดีๆ กับตัวเอง



ถ้าอยากให้ใครต่อใครรู้สึกดีๆ กับเรา เราก็ต้องเริ่มต้นรู้สึกดีๆ กับตัวเองก่อน ถึงแม้รูปร่างหน้าตาไม่ดี หน้าที่การงานก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ฐานะการเงินก็ไม่ร่ำรวย แต่ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญคือสิ่งที่เรามีอยู่ในชีวิตขณะนี้ นั่นคือ"สิ่งดีๆ" ที่เราควรภูมิใจ

จงภูมิใจในความสำเร็จของชีวิต
แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน ขอให้เราภูมิใจในความสำเร็จนั้นของเรา เช่น ตั้งใจจะตื่นตี 5 แล้วเราก็ตื่นได้ทันเวลา นี่คือความสำเร็จของเราแล้ว รวบรวมความสำเร็จเหล่านี้เพื่อทำให้รู้สึกดีๆ กับตัวเองทุกๆ วัน

ทำตัวเองให้คนอื่นรัก และรู้จักรักคนอื่น
จงเป็นมิตรกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเดินไปไหนมาไหน พบเจอกับใคร ก็ขอให้มีแต่คนยิ้มแย้มให้ นั่นย่อมทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเอง และถ้าไปเจอใครที่ไม่ชอบหน้าคุณ ก็จงทำดีกับเขาเช่นกัน เพราะจะทำให้รู้สึกดีกับตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก

โลกนี้ไม่มีอะไรดีสมบูรณ์แบบ
ดังนั้นวันนี้สิ่งที่คุณเป็นอยู่ ทำอยู่ แม้จะไม่ได้ดีที่สุด แต่ก็ถือว่าดีมากแล้ว จงภูมิใจในตัวเองที่ทำได้แล้ว และจะพยายามทำต่อไปเพื่อให้มันดีสมบูรณ์แบบที่สุดในวันหนึ่งข้างหน้า คุณจะไม่ยอมนั่งรอความสำเร็จที่ดีสมบูรณ์แบบ แต่คุณตั้งใจจะเดินไปใกล้มันมากยิ่งขึ้น และรู้สึกดีขึ้นทุกๆ วันที่เข้าไปใกล้ความสำเร็จ

สิ่งที่เราเลือกคือสิ่งที่เหมาะกับตัวเรา
ของที่คุณเลือก สิ่งที่คุณชอบ ไม่ว่าคนอื่นจะไม่ชอบหรือบอกว่าไม่ดี คุณก็จงรู้สึกดีที่ได้เลือกได้ใช้ของสิ่งนั้น เพราะคุณรู้สึกดีว่าคุณได้เลือกแล้ว และรู้ดีว่าสิ่งนี้เหมาะกับคุณมากที่สุด ภูมิใจกับสิ่งที่เรามีอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือใช้ความคิดของใครเป็นตัวกำหนดว่าดีหรือไม่

รู้สึกดีที่ได้ใช้ชีวิต
การได้อยู่บนโลกใบนี้ ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตคุณ ทุกขณะที่คุณยังสูดลมหายใจเข้าปอดได้ นั่นแสดงว่าคุณยังมีชีวิต มีสิทธิคิด มีสิทธิฝัน จงรู้สึกดีกับตัวเองที่มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ขณะที่มีอีกหลายชีวิตที่ไม่มีโอกาสอยู่จนถึงวันนี้เหมือนคุณ

มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแล้วมากมายในชีวิต อย่ารอจนถึงพรุ่งนี้ที่จะมีความสุข ใช้เวลาในขณะนี้รู้สึกดีๆ กับตัวเองได้เลย

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

ลาออกจากงาน แล้วมาทำงานที่บ้านดีกว่า


บ้านที่เราอยู่ไม่ได้มีไว้นั่ง ๆ นอน ๆ ได้อย่างเดียว แต่เราสามารถเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นที่ทำงานได้เช่นกัน วันใดคุณเบื่องานประจำอยากจะมีชีวิตอิสระและทำงานที่ตัวเองรัก คุณสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ทำงานที่บ้านตัวเองได้ง่ายๆ คำถามคือมีอาชีพอะไรบ้างที่เราสามารถทำได้ที่บ้าน

1. อาชีพนักเขียน เพื่อนพ้องของผู้เขียนล้วนทำมาหากินด้วยอาชีพนี้กันทั้งสิ้น ทุกคนล่วนนั่งเขียน นอนเขียน กันอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของบ้านตามถนัด พวกนักเขียนมืออาชีพมักมีโต๊ะทำงานและมุมเขียนหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง หากคุณฝันอยากเป็นนักเขียน ก็จงเขียน เริ่มต้นเขียนที่บ้านของคุณเองนี่แหละดีที่สุด

2. ร้านอาหาร คุณอาจมีฝีมือทำอาหารได้อร่อย ใครกินก็ติดใจ จะรอช้าทำไม ถ้าบ้านของคุณมีทำเลพอใช้ได้ คนเดินผ่านไปผ่านมาทั้งวัน ก็อาจจะลองทำกับข้าวขายหน้าบ้าน หรือไม่อยากเสี่ยงที่จะต้องลงทุนมาก ก็เปิดเป็นร้านอาหารตามสั่งก็ได้ แต่หากทำเลบ้านไม่ดีนัก ก็อาจจะใช้วิธีพิมพ์ใบปลิวรายการอาหารแล้วไปแจกตามบ้านอื่นๆ ให้เขาโทรมาสั่ง และคุณไปส่งก็ได้

3. เบเกอรี่โฮมเมด ขนมปัง ขนมเค้ก ขนมหวาน ทำได้ที่บ้าน แต่จะทำกินเองอยู่ทำไม หากฝีมือของคุณเข้าขั้น ลองขยับขยายทำขายดีกว่า จะใช้วิธีไปฝากขายตามร้าน ฝากเพื่อนไปขายตามสำนักงานต่างๆ โดยแบ่งเปอร์เซนต์ให้เขาไป หรือจะติดป้ายหน้าบ้าน ตามเสาไฟฟ้าในหมู่บ้านว่า รับทำขนมเค้กตามสั่ง เริ่มต้นลูกค้าอาจไม่คับคั่ง จนคุณท้อใจ แต่ขอให้พยายามนำพาขนมของคุณออกไปให้ใครต่อใครได้ชิมอย่าได้หยุด และตั้งราคาไม่แพงเกินไป อีกไม่นานลูกค้าจะตามมาแน่นอน

4.นวดคลายเมื่อย หากคุณชอบนวดให้ย่าให้ยายในวัยเด็ก ถึงปัจจุบันก็ยังชอบนวดให้คนอื่นหรือให้คนอื่นนวด อาชีพรับนวดก็นับว่ามีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ ลองไปเรียนที่วัดโพธิ์ หรือ สำนักฝึกอาชีพกทม.ให้จบหลักสูตรก่อน แล้วมาเปลี่ยนชั้นล่างของบ้านให้กลายเป็นที่รับนวดก็ได้ ลงทุนซื้อฟูกยางพารามาปูกับพื้น ยานวดคลายเส้นกลิ่นหอมๆ ที่ลูกค้าดมแล้วสบายใจ ติดประกาศรับนวดชั่วโมงละ 150 - 200 บาท หรือขยายอาณาจักรไปนวดให้ถึงบ้านเพิ่มราคา เป็นชั่วโมงละ 250 บาท แต่ละวันนวดสัก 2-3 คน คุณก็น่าจะพออยู่ได้แล้ว

5. ขายของออนไลน์ หากคุณชื่นชอบการเล่นอินเตอร์เน็ตที่บ้าน การขายของออนไลน์น่าจะเหมาะกับคุณ ลองหาข้าวของสวยเก๋ต่างๆ มาลงขายในเว็บไซต์ หรือเปิดเว็บไซต์ตัวเองเพื่อขายของอย่างจริงจังก็ได้

6. รับสอนพิเศษ ถ้าหากคุณพอมีความรู้ด้านวิชาการที่เก่งกาจสักด้านหนึ่ง เช่น เลข ฟิสิกส์ ภาษาอังกฤษ หรือ ดนตรี ลองเปิดสอนเด็กๆในหมู่บ้าน หรือลงในอินเตอร์เน็ตให้คนมาเรียนที่บ้านคุณก็ได้

7.รับเลียงเด็ก-ดูแลคนชรา อาชีพนี้ต้องมีใจรักไม่ใช่ใครจะทำก็ได้ เพราะเด็กและคนชราต้องการการเอาใจใส่และดูแลอย่างดีที่สุด หากคุณมีประสบการณ์เคยเลี้ยงลูก หรือ ดูแล ย่า ยาย มาก่อน ก็น่าจะทำได้ไม่ยาก ลองติดป้ายประกาศหน้าบ้านไว้ เชื่อว่าน่าจะมีลูกค้าแน่นอน

8.สารพัดตู้หยอดเหรียญ หากพอมีเงินลงุทนอยู่บ้าง วิธีง่ายๆ ที่จะหารายได้ที่บ้านก็คือ หาตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ตู้ซักผ้า ตู้เติมเงินมือถือ ฯลฯ มาตั้งไว้หน้าบ้าน โดยติดต่อเลือกบริษัทที่ไว้ใจได้

9.รับซักรีด หากคนในหมู่บ้านคุณเป็นคนทำงาน และคุณเป็นคนประณีตบรรจงในการซักรีดผ้า อาชีพนีก็น่าจะทำรายได้ให้คุณได้ไม่ยาก แม้จะเป็นอาชีพที่หลายคนบอกว่า ใครๆ ก็ซักรีดเป็นทั้งนั้น แต่ความสำเร็จของอาชีพนี้อยู่ที่ว่า ใครจะซักรีดได้เนี้ยบกว่ากัน ใครจะบริการลูกค้าตรงเวลากว่ากัน หากรู้จักทำโปรโมชั่นให้ลูกค้าเหมารายเดือน แถมบ้าง ลดราคาบ้าง จะช่วยดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการ และจะติดใจมาใช้บริการเป็นลูกค้าประจำกันต่อไป

หวังว่า 9 อาชีพพอจะเป็นไอเดียให้คุณไปต่อเติมความฝันของตัวเองต่อไป หากคิดไม่ออกว่าชอบอะไรกันแน่ ให้ลองไปมองคนอื่นๆ ว่าเขาทำอาชีพอะไรกันบ้าง หรือไม่ก็ลองไปสมัครเรียนการฝึกอาชีพฟรีของกทม. ขอให้พยายามหาให้เจอสักอาชีพหนึ่งแล้วเริ่มต้นลงมือทำ

การเริ่มต้นลงมือทำอะไรก็ตาม แรกๆ อาจล้มลุกคลุกคลาน แต่หนทางเดียวที่เราจะเอาชนะมันให้ได้ ก็คือสู้ต่อไปอย่าได้หยุด และอย่ายอมแพ้..วันหนึ่งคุณก็จะประสบความสำเร็จแน่นอน

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

บทเรียนจากหอยนางรม


ความทุกข์มักจะมาเคาะประตูหัวใจในวันที่ชีวิตผิดหวังพ่ายแพ้ มันเปิดประตูพาตัวเองเข้ามา โดยไม่เคยถามไถ่ว่าเจ้าของหัวใจเต็มใจต้อนรับมันหรือไม่ และจะซ่อนตัวเงียบๆ อยู่อย่างนั้นวันแล้ววันเล่า จนกว่าเราจะหาวิธีขับไล่มันออกไปจากหัวใจ แต่ถ้าเรากำจัดมันออกไปไม่ได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความทุกข์อย่างเป็นสุขให้ได้เหมือนอย่างเรื่องราวของหอยนางรมที่จะเล่าให้ฟังดังนี้

นานมาแล้ว..มีหอยนางรมตัวหนึ่ง
มันรู้สึกเจ็บปวดทรมานที่มีเม็ดทรายเข้าไปเกาะติดอยู่ในเนื้อของมัน
แม้จะเป็นแค่ท่รายเม็ดเล็กๆ ก็ตามที แต่ก็ทำให้เนื้อตัวปวดแสบปวดร้อนเหลือเกิน
มันด่าทอโชคชะตาที่ทำให้ชีวิตทุกข์ทรมาน
มันเฝ้าคร่ำครวญกับท้องทะเลว่าทำไมไม่ปกป้องมัน
เสียงร้องของความเจ็บปวดดังอยู่อย่างนั้น วันแล้ว วันเล่า เดือนแล้ว เดือนเล่า
ในที่สุดหอยนางรมก็บอกกับตัวเองว่า คงไม่มีใครช่วยอะไรฉันได้
แม้ฉันจะเจ็บปวดสักเท่าไร ฉันก็หนีออกจากเปลือกหอยไปไม่ได้
ดังนั้นฉันจะต้องพยายามปรับตัวเองเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้
คืนแล้ว..คืนเล่า..
หอยนางรมเฝ้าอดทนต่อสู้กับความเจ็บปวดที่ไม่มีวันจบสิ้น
เวลาผ่านไปนานหลายปี..
ไม่มีใครได้ยินเสียงคร่ำครวญจากหอยนางรมอีกเลย..
เม็ดทรายเม็ดเล็กๆ ที่เคยทำให้หอยนางรมเจ็บปวดทรมาน
บัดนี้ได้กลับกลายเป็นไข่มุกที่สวยงาม ส่องสกาวสดใสในเนื้อของหอยนางรมตลอดกาล

ในชีวิต..เราอาจมีเม็ดทรายแห่งความเจ็บปวดฝังติดแน่นอยู่มากมาย อย่าปล่อยให้เม็ดทรายเหล่านั้นทำร้ายเราไปตลอดชีวิต จงเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และลองมองหาวิธีที่จะทำให้มันกลายเป็นไข่มุกของชีวิตให้ได้ในวันหนึ่ง..

(จากหนังสือ ไม่มีวันยอมแพ้..ขอแค่มีกำลังใจ)